จากใจผู้เขียนบท "ปืนใหญ่จอมสลัด"
posted on 27 Oct 2008 09:23 by monthip in Books, Movie
จากปืนใหญ่จอมสลัดถึงบุหงาปารี โดย วินทร์ เลียววาริณ
คืนหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน ผมมีนัดกับคุณอุ๋ย - นนทรีย์ นิมิบุตร ที่ผับแห่งหนึ่งในย่านอาร์ซีเอ คนที่รู้จักผมดีย่อมรู้แจ้งว่าทั้งปีทั้งชาติ โอกาสที่จะเห็นผมในผับสักแห่งหนึ่งในย่านนั้นยามราตรีคงยากกว่าถูกฟ้าผ่าซ้อนกันสามวันรวด!
เป็นการนัดเพื่อบรี๊ฟโจทย์หนังเรื่องใหม่ที่เขาอยากทำ การบรี๊ฟเกิดขึ้นหลังจากเหล้าเข้าปากไปแล้วหลายซีซี. (หมายถึงปากของคุณอุ๋ยคนเดียว) เขานึกครึ้มใจอยากทำหนังแนวผจญภัยแฟนตาซีที่เกี่ยวกับทะเลและโจรสลัดทางภาคใต้ของเรา หมายให้เป็นหนังดูเพลินๆ ไม่เครียดทั้งคนดูและนายทุน จบการบรี๊ฟงานเพียงเท่านี้ ว่าแล้วขอตัวกินเหล้าต่อ!
สรุปก็คือโจทย์มีสามคำ : แฟนตาซี + ทะเล + โจรสลัด
โจทย์อะไรนี่? กว้างหลายโยชน์! เป็นประโยชน์ในการทำงานมากเลย!
ทว่าคนที่รู้จักผมดีย่อมรู้แจ้งว่าผมชอบทำงานที่ท้าทายสมองซีกขวา ผมมีข้อแม้เพียงว่าผมต้องเขียนนวนิยายออกมาด้วยกัน เพราะการทำงานที่เต็มไปด้วยการรีเสิร์ชข้อมูลในระยะยาวเช่นนี้ สำหรับนักเขียนที่ไม่มีอาชีพอื่นรองรับย่อมเป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร! ดังนั้นผลลัพธ์สุดท้ายจะมีสองเวอร์ชั่น หนึ่งคือบทภาพยนตร์ หนึ่งคือนวนิยาย ตั้งใจออกมาพร้อมกัน
ไม่นานหลังจากบรี๊ฟโจทย์สามคำนั้นแล้ว ผมก็เขียนแนวเรื่องย่อจำนวนหนึ่งเพื่อให้คุณอุ๋ยได้ศึกษาว่าอยากเดินไปในทิศทางใด (ผมติดนิสัยทำงานหลายๆ ทางเลือกมาตั้งแต่ยังทำงานโฆษณา) เมื่อได้คำตอบมาทุกครั้ง ก็พัฒนาต่อเป็นแนวทางที่เป็นไปได้เป็นโครงเรื่องทางเลือก (alternatives) อีกจำนวนหนึ่ง และเมื่อเขาเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง ผมก็จะเอาทางเลือกนั้นไปพัฒนาแตกหน่อเป็นอีกหลายๆ ทางเลือกที่ละเอียดลงไปเรื่อยๆ นี่เป็นเป็นวิธีเดียวกับการทำงานนวนิยายของผม การทำงานเป็นระบบแบบนี้ยากจะหลงทาง และที่สำคัญคือไม่เสียเวลา
แนวเรื่องแรกๆ ที่ผมเขียนไปเสนอเป็นเรื่องราวของโจรสลัดแถบตะรุเตาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่คนไทยจำนวนน้อยรู้ ผมเคยค้นคว้าข้อมูลเรื่องนี้สมัยเมื่อเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับเรื่องโจรสลัดตะรุเตา ผมคิดว่าแม้จะไม่มีโจทย์สามคำนี้ ช้าหรือเร็วก็คงได้เขียนนวนิยายเกี่ยวโจรสลัดตะรุเตาสักเรื่องหนึ่งแน่ๆ
ผ่านไปหลายเดือนพร้อมโครงเรื่องจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ฉากตะรุเตา บางพล็อตมีการค้นหาสมบัติของญี่ปุ่น บ้างเป็นนิยายรักที่ใช้ฉากสงครามโลกครั้งที่สอง มีโจรสลัดตะรุเตาเป็นผู้ร้าย ไปจนถึงการผูกเรื่องโจรสลัดตะรุเตากับกลุ่มเสรีไทยที่ต่อต้านญี่ปุ่น ฯลฯ
แล้ววันหนึ่งขณะที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มในงานเขียน คุณอุ๋ยก็บอกผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า เขาพบข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจกว่าตะรุเตา เขาว่า “รู้ไหมว่าปัตตานีเมื่อสี่ร้อยปีก่อนครองเมืองโดยราชินีสี่พระองค์?”
ไม่รู้ครับ!
“และสมัยนั้นก็มีโจรสลัดด้วย”
ไม่รู้เหมือนกันครับ!
ไม่นานก็รู้ว่า โจรสลัดในยุคที่เขาว่ามีสีสันกว่าจริงๆ และไม่ได้มีแค่ก๊วนเดียว ที่สำคัญคือนอกจากโจรสลัดแล้วยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีสีสันไม่แพ้กัน เช่น การสร้างปืนใหญ่นางพญาตานี, ตำนานเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว, ลิ่มเคี่ยม ฯลฯ ในที่สุดก็ถึงบางอ้อว่าเป็นเรื่องที่ผมคุ้นเคยมานานแล้ว เด็กทางภาคใต้ส่วนใหญ่เคยได้ยินตำนานเหล่านี้ แต่ไม่นึกว่าเป็นเรื่องในสมัยเดียวกัน
ดังนั้นโจรสลัดตะรุเตาถือปืนก็เปลี่ยนมาจับดาบแทนด้วยประการฉะนี้ และแน่นอนงานของผมก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ยุคนั้นเลย ต้องเริ่มรีเสิร์ชจากศูนย์ใหม่
ราชวงศ์ที่ครองอำนาจในเวลานั้นชื่อ ศรีวังสา ปกครองโดยราชินีติดต่อกันสี่พระองค์ สามองค์แรกทรงเป็นภคนีขนิษฐากัน คือราชินีฮีเจา บิรู และอูงู ส่วนองค์ที่สี่คือ กูนิง ทรงเป็นราชธิดาของอูงู เป็นยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงคราม การแย่งชิงบัลลังก์ ท่าเรือพลุกพล่านด้วยเรือสินค้าจากเจ็ดย่านสมุทร ผู้คนมาจากทุกสารทิศ ทั้งพ่อค้า ซามูไร ทหารรับจ้าง อาณาจักรแห่งนี้ยังเป็นที่ซ่องสุมของโจรสลัด ตั้งแต่โจรสลัดวาโกะจากญี่ปุ่น ไปจนถึงโจรสลัดพื้นเมือง ไม่น่าเชื่อว่าประวัติศาสตร์ทางใต้ของเราในช่วงนั้นจะมีสีสันขนาดนี้
นอกจากจะต้องรีเสิร์ชประวัติศาสตร์มลายูแล้ว ยังต้องศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อยุธยา ชวา จีน ญี่ปุ่น ไล่ไปจนถึงอังกฤษและฮอลันดา ทั้งนี้เพราะรัฐทั้งหมดนี้ค้าขายกับปัตตานี อีกทั้งต้องศึกษาว่าพวกฝรั่งที่เริ่มเข้ามาในช่วงนั้นมีบริบททางการเมืองอย่างไร แล้วจึงจะมองเห็นภาพชัดขึ้นว่าการค้า เศรษฐกิจ การแผ่ขยายอำนาจเหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างไร
ถามว่าจะเขียนนิยายแฟนตาซีดูเพลินหนึ่งเรื่องทำไมต้องศึกษาอะไรให้มากมาย คำตอบคือหากไม่ศึกษาเบื้องหลังเหล่านี้ ก็จะแต่งเรื่องลำบากและไม่สมจริง เพราะถึงตั้งใจจะเป็นนิยายแฟนตาซี แต่เป็นแฟนตาซีแบบอิงประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ก็ต้องศึกษาองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งหมดที่อาจต้องใช้ในการทำงาน เช่น การประมงในยุคนั้น การเดินเรือ กริชชนิดต่างๆ ฯลฯ แค่อ่านหนังสือพวกนี้หมดก็หืดขึ้นคอแล้ว ที่สำคัญคือหนังสือจำนวนมากเป็นภาษาอังกฤษ เพราะบ้านเราไม่เคยบันทึกเอกสารอะไรไว้เลย
หลังจากเข้าใจประวัติศาสตร์และองค์ประกอบอื่นๆ ในระดับหนึ่งแล้ว ก็ลงมือร่างความเป็นไปได้ เริ่มจากศูนย์ใหม่
ในที่สุดก็พบว่า หากเราต้องการสร้างเรื่องราวของราชินีสี่พระองค์ที่มีองค์ประกอบของเรื่องมากมาย เราคงไม่อาจสร้างจบในหนังยาวสองชั่วโมงเรื่องเดียว นี่จึงเป็นที่มาของความคิดที่จะทำหนังไตรภาค
ผมร่างโครงเรื่องออกเป็นซับพล็อตมากมาย ประกอบกันได้เป็นสามภาค ครอบคลุมเหตุการณ์ของสี่ราชินี
คุณอุ๋ยบอกว่า “ฝันได้เต็มที่เลย ไม่ต้องกลัวเรื่องงบ”
ใครบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องงบ? การทำหนังไทยด้วยงบประมาณสูงกว่าศักยภาพของรายได้ในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องกลัวอย่างยิ่ง! ผ่านไประยะหนึ่ง ด้วยเหตุผลด้านเงินทองและความเหมาะสมโครงการนี้ก็ลดลงเหลือทวิภาค บทหนังแรกที่เสร็จสมบูรณ์จึงเป็นแบบสองภาคจบ ยังคงครอบคลุมสี่ราชินี, ลิ่มเคี่ยม, ลิ่มกอเหนี่ยว, ยาดามะ นากามาสะ, การสร้างปืนใหญ่ ฯลฯ
แต่ต่อมาด้วยเหตุผลบางประการ ทวิภาคก็หดลงมาเหลือเอกภาค จำต้องตัดรายละเอียดหลายท่อนทิ้งไป ที่สำคัญก็คือ ระหว่างที่การเขียนบทภาพยนตร์ การเขียนนวนิยาย และการสร้างหนังเรื่องนี้ดำเนินไป สถานการณ์ทางภาคใต้ของเราก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนได้แสดงความห่วงใยต่อความละเอียดอ่อนของหนังเรื่องนี้ พูดง่ายๆ คือกลัวว่าอาจมีผู้ที่พยายามโยงเป้าหมายทางการเมืองของตนเข้ากับความรุ่งเรืองของรัฐปัตตานีในอดีต ผลก็คือบทหนังจึงถูกปรับไปด้วยโดยปริยาย ระดับของความเป็นประวัติศาสตร์ถูกลดทอนลง นอกจากนี้ก็มีการปรับบทอีกหลายครั้งโดยทีมงาน เพื่อให้เข้ากับงบประมาณและความเป็นไปได้ทางเทคนิคการสร้าง
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่ไม่ปรากฏในหนังก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วนในฉบับนวนิยายชื่อ บุหงาปารี ซึ่งจะให้รายละเอียดของประวัติศาสตร์ทั้งหมดและบุคคลจริงต่างๆ ที่ไม่สามารถบอกหมดหรือไม่มีในหนังได้ เช่น ลิ่มเคี่ยม, ลิ่มกอเหนี่ยว, ยาดามะ นากามาสะ, ฮัตโตริ ฮันโซ ฯลฯ อีกทั้งให้รายละเอียดของวิทยายุทธ์หลายสำนัก ตั้งแต่วิชากริชปาแนซาฆะห์ วิชาซามูไร นินจุทสึ และพลังวิชาดูหลำที่มีอำนาจเหนือสัตว์น้ำทั้งปวง ทว่าโดยภาพรวม ทั้ง ปืนใหญ่จอมสลัด และ บุหงาปารี ต่างก็น่าจะจัดเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ + นิยายกำลังภายใน + แฟนตาซี
หลายคนอาจเข้าใจผิดคำว่า ‘แฟนตาซี’ ในเรื่องนี้ว่ามีลักษณะแบบ The Lord of the Rings หรือพ่อมดบินได้ในชุด แฮร์รี พ็อตเตอร์ จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นจินตนาการที่มีความเป็นเรียลิสติกสูง มีลักษณะของนิยายจีนกำลังภายในมากกว่า พลังอำนาจต่างๆ ในเรื่องนี้มาจากการฝึกวิชา ถึงจะดูเหนือจริงแต่ก็ไม่ใช่อภินิหาร ไม่มีการเหาะเหินเดินอากาศหรือหายตัว สิ่งที่ดูเป็นแฟนตาซีเช่นการใช้พลังวิชาเสียงเรียกปลาหรือใช้เสียงทำร้ายศัตรูอิงบนฐานของความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์
ถามว่าพอใจกับงานที่ออกมาหรือไม่? ตอบว่าพอใจ แน่นอนนี่อาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดตามมาตรฐานของหนังรางวัล ทว่าแม้ว่านี่เป็นหนังที่ตั้งใจเน้นความบันเทิง แต่เราก็ไม่ได้ทำหนังตลาดโหล อย่างน้อยที่สุดเราก็อยากเสนออะไรบางอย่างที่แปลกหรือแตกต่างไปจากเดิม
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ปืนใหญ่จอมสลัด น่าจะเป็นอีกหลักไมล์หนึ่งของหนังบ้านเรา เหตุผลเพราะในแง่หนึ่งมันพิสูจน์ว่าเราสามารถเสนอโครงการอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะหลุดโลกเพียงไร อีกแง่หนึ่งคือ นี่เป็นก้าวแรกๆ ของการทำงานโกอินเตอร์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้งานที่ไม่ถูกจำกัดโดยเม็ดเงินเกินไป
โดยส่วนตัวผมไม่ชอบหนังฟอร์มยักษ์ที่ลงทุนมหาศาล ผมชอบหนังเล็กๆ มากกว่า แต่สำหรับโครงการนี้ โดยเนื้อหาและฉากของเรื่อง หนีไม่พ้นที่ต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ผมก็เห็นว่าผู้สร้างใช้เงินทุนทุกบาทเท่าที่จำเป็นจริงๆ หากเปรียบการทุนสร้างของหนังฮอลลีวูด เฉพาะทุนเรื่อง Pirates of the Caribbean ตอนแรกตอนเดียวก็มากกว่างบสร้าง ปืนใหญ่จอมสลัด ถึง 23 เท่า!
แน่ละ สิ่งที่ตามมาเสมอกับหนังฟอร์มใหญ่ก็คือความคาดหวังของคนดู ผมไม่อาจรับประกันใครได้ว่าจะชอบมัน แต่ผมมั่นใจว่าไม่น่าจะเสียดายค่าตั๋วร้อยกว่าบาทเพื่อดูหนังเรื่องนี้ เห็นเฉพาะขอบข่ายงานของผู้กำกับก็เหนื่อยแทนเขาแล้ว เนื่องจากเป็นหนังสเกลใหญ่ ผู้กำกับจึงต้องทำหน้าที่ผู้จัดการไปด้วย ซึ่งหนักหนาสาหัสมาก อีกประการ คงมีไม่กี่คนในโลกที่ทำหนังหนึ่งเรื่องที่กินเวลานานห้าปีอย่างนี้
โดยส่วนตัว นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายสูง ที่สำคัญคือความท้าทายแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ผมรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสร่วมในกิจกรรมนี้ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ผมก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง มันเป็นประสบการณ์ที่ดี และเชื่อว่าทีมงานทุกคนก็คงรู้สึกอย่างเดียวกัน
จาก winbookclub.com
KimBerrY
ทำใจได้มากกว่า..
#1 By KimBerrY on 2008-10-27 09:52