จากปืนใหญ่จอมสลัดถึงบุหงาปารี โดย วินทร์ เลียววาริณ

คืนหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน ผมมีนัดกับคุณอุ๋ย - นนทรีย์ นิมิบุตร ที่ผับแห่งหนึ่งในย่านอาร์ซีเอ คนที่รู้จักผมดีย่อมรู้แจ้งว่าทั้งปีทั้งชาติ โอกาสที่จะเห็นผมในผับสักแห่งหนึ่งในย่านนั้นยามราตรีคงยากกว่าถูกฟ้าผ่าซ้อนกันสามวันรวด!

เป็นการนัดเพื่อบรี๊ฟโจทย์หนังเรื่องใหม่ที่เขาอยากทำ การบรี๊ฟเกิดขึ้นหลังจากเหล้าเข้าปากไปแล้วหลายซีซี. (หมายถึงปากของคุณอุ๋ยคนเดียว) เขานึกครึ้มใจอยากทำหนังแนวผจญภัยแฟนตาซีที่เกี่ยวกับทะเลและโจรสลัดทางภาคใต้ของเรา หมายให้เป็นหนังดูเพลินๆ ไม่เครียดทั้งคนดูและนายทุน จบการบรี๊ฟงานเพียงเท่านี้ ว่าแล้วขอตัวกินเหล้าต่อ!

สรุปก็คือโจทย์มีสามคำ : แฟนตาซี + ทะเล + โจรสลัด

โจทย์อะไรนี่? กว้างหลายโยชน์! เป็นประโยชน์ในการทำงานมากเลย!

ทว่าคนที่รู้จักผมดีย่อมรู้แจ้งว่าผมชอบทำงานที่ท้าทายสมองซีกขวา ผมมีข้อแม้เพียงว่าผมต้องเขียนนวนิยายออกมาด้วยกัน เพราะการทำงานที่เต็มไปด้วยการรีเสิร์ชข้อมูลในระยะยาวเช่นนี้ สำหรับนักเขียนที่ไม่มีอาชีพอื่นรองรับย่อมเป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร! ดังนั้นผลลัพธ์สุดท้ายจะมีสองเวอร์ชั่น หนึ่งคือบทภาพยนตร์ หนึ่งคือนวนิยาย ตั้งใจออกมาพร้อมกัน

ไม่นานหลังจากบรี๊ฟโจทย์สามคำนั้นแล้ว ผมก็เขียนแนวเรื่องย่อจำนวนหนึ่งเพื่อให้คุณอุ๋ยได้ศึกษาว่าอยากเดินไปในทิศทางใด (ผมติดนิสัยทำงานหลายๆ ทางเลือกมาตั้งแต่ยังทำงานโฆษณา) เมื่อได้คำตอบมาทุกครั้ง ก็พัฒนาต่อเป็นแนวทางที่เป็นไปได้เป็นโครงเรื่องทางเลือก (alternatives) อีกจำนวนหนึ่ง และเมื่อเขาเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง ผมก็จะเอาทางเลือกนั้นไปพัฒนาแตกหน่อเป็นอีกหลายๆ ทางเลือกที่ละเอียดลงไปเรื่อยๆ นี่เป็นเป็นวิธีเดียวกับการทำงานนวนิยายของผม การทำงานเป็นระบบแบบนี้ยากจะหลงทาง และที่สำคัญคือไม่เสียเวลา

แนวเรื่องแรกๆ ที่ผมเขียนไปเสนอเป็นเรื่องราวของโจรสลัดแถบตะรุเตาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่คนไทยจำนวนน้อยรู้ ผมเคยค้นคว้าข้อมูลเรื่องนี้สมัยเมื่อเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับเรื่องโจรสลัดตะรุเตา ผมคิดว่าแม้จะไม่มีโจทย์สามคำนี้ ช้าหรือเร็วก็คงได้เขียนนวนิยายเกี่ยวโจรสลัดตะรุเตาสักเรื่องหนึ่งแน่ๆ

ผ่านไปหลายเดือนพร้อมโครงเรื่องจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ฉากตะรุเตา บางพล็อตมีการค้นหาสมบัติของญี่ปุ่น บ้างเป็นนิยายรักที่ใช้ฉากสงครามโลกครั้งที่สอง มีโจรสลัดตะรุเตาเป็นผู้ร้าย ไปจนถึงการผูกเรื่องโจรสลัดตะรุเตากับกลุ่มเสรีไทยที่ต่อต้านญี่ปุ่น ฯลฯ

แล้ววันหนึ่งขณะที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มในงานเขียน คุณอุ๋ยก็บอกผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า เขาพบข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจกว่าตะรุเตา เขาว่า “รู้ไหมว่าปัตตานีเมื่อสี่ร้อยปีก่อนครองเมืองโดยราชินีสี่พระองค์?”

ไม่รู้ครับ!

“และสมัยนั้นก็มีโจรสลัดด้วย”

ไม่รู้เหมือนกันครับ!

ไม่นานก็รู้ว่า โจรสลัดในยุคที่เขาว่ามีสีสันกว่าจริงๆ และไม่ได้มีแค่ก๊วนเดียว ที่สำคัญคือนอกจากโจรสลัดแล้วยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีสีสันไม่แพ้กัน เช่น การสร้างปืนใหญ่นางพญาตานี, ตำนานเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว, ลิ่มเคี่ยม ฯลฯ ในที่สุดก็ถึงบางอ้อว่าเป็นเรื่องที่ผมคุ้นเคยมานานแล้ว เด็กทางภาคใต้ส่วนใหญ่เคยได้ยินตำนานเหล่านี้ แต่ไม่นึกว่าเป็นเรื่องในสมัยเดียวกัน

ดังนั้นโจรสลัดตะรุเตาถือปืนก็เปลี่ยนมาจับดาบแทนด้วยประการฉะนี้ และแน่นอนงานของผมก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ยุคนั้นเลย ต้องเริ่มรีเสิร์ชจากศูนย์ใหม่

ราชวงศ์ที่ครองอำนาจในเวลานั้นชื่อ ศรีวังสา ปกครองโดยราชินีติดต่อกันสี่พระองค์ สามองค์แรกทรงเป็นภคนีขนิษฐากัน คือราชินีฮีเจา บิรู และอูงู ส่วนองค์ที่สี่คือ กูนิง ทรงเป็นราชธิดาของอูงู เป็นยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงคราม การแย่งชิงบัลลังก์ ท่าเรือพลุกพล่านด้วยเรือสินค้าจากเจ็ดย่านสมุทร ผู้คนมาจากทุกสารทิศ ทั้งพ่อค้า ซามูไร ทหารรับจ้าง อาณาจักรแห่งนี้ยังเป็นที่ซ่องสุมของโจรสลัด ตั้งแต่โจรสลัดวาโกะจากญี่ปุ่น ไปจนถึงโจรสลัดพื้นเมือง ไม่น่าเชื่อว่าประวัติศาสตร์ทางใต้ของเราในช่วงนั้นจะมีสีสันขนาดนี้

นอกจากจะต้องรีเสิร์ชประวัติศาสตร์มลายูแล้ว ยังต้องศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อยุธยา ชวา จีน ญี่ปุ่น ไล่ไปจนถึงอังกฤษและฮอลันดา ทั้งนี้เพราะรัฐทั้งหมดนี้ค้าขายกับปัตตานี อีกทั้งต้องศึกษาว่าพวกฝรั่งที่เริ่มเข้ามาในช่วงนั้นมีบริบททางการเมืองอย่างไร แล้วจึงจะมองเห็นภาพชัดขึ้นว่าการค้า เศรษฐกิจ การแผ่ขยายอำนาจเหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างไร

ถามว่าจะเขียนนิยายแฟนตาซีดูเพลินหนึ่งเรื่องทำไมต้องศึกษาอะไรให้มากมาย คำตอบคือหากไม่ศึกษาเบื้องหลังเหล่านี้ ก็จะแต่งเรื่องลำบากและไม่สมจริง เพราะถึงตั้งใจจะเป็นนิยายแฟนตาซี แต่เป็นแฟนตาซีแบบอิงประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ก็ต้องศึกษาองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งหมดที่อาจต้องใช้ในการทำงาน เช่น การประมงในยุคนั้น การเดินเรือ กริชชนิดต่างๆ ฯลฯ แค่อ่านหนังสือพวกนี้หมดก็หืดขึ้นคอแล้ว ที่สำคัญคือหนังสือจำนวนมากเป็นภาษาอังกฤษ เพราะบ้านเราไม่เคยบันทึกเอกสารอะไรไว้เลย

หลังจากเข้าใจประวัติศาสตร์และองค์ประกอบอื่นๆ ในระดับหนึ่งแล้ว ก็ลงมือร่างความเป็นไปได้ เริ่มจากศูนย์ใหม่

ในที่สุดก็พบว่า หากเราต้องการสร้างเรื่องราวของราชินีสี่พระองค์ที่มีองค์ประกอบของเรื่องมากมาย เราคงไม่อาจสร้างจบในหนังยาวสองชั่วโมงเรื่องเดียว นี่จึงเป็นที่มาของความคิดที่จะทำหนังไตรภาค

ผมร่างโครงเรื่องออกเป็นซับพล็อตมากมาย ประกอบกันได้เป็นสามภาค ครอบคลุมเหตุการณ์ของสี่ราชินี

คุณอุ๋ยบอกว่า “ฝันได้เต็มที่เลย ไม่ต้องกลัวเรื่องงบ

ใครบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องงบ? การทำหนังไทยด้วยงบประมาณสูงกว่าศักยภาพของรายได้ในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องกลัวอย่างยิ่ง! ผ่านไประยะหนึ่ง ด้วยเหตุผลด้านเงินทองและความเหมาะสมโครงการนี้ก็ลดลงเหลือทวิภาค บทหนังแรกที่เสร็จสมบูรณ์จึงเป็นแบบสองภาคจบ ยังคงครอบคลุมสี่ราชินี, ลิ่มเคี่ยม, ลิ่มกอเหนี่ยว, ยาดามะ นากามาสะ, การสร้างปืนใหญ่ ฯลฯ

แต่ต่อมาด้วยเหตุผลบางประการ ทวิภาคก็หดลงมาเหลือเอกภาค จำต้องตัดรายละเอียดหลายท่อนทิ้งไป ที่สำคัญก็คือ ระหว่างที่การเขียนบทภาพยนตร์ การเขียนนวนิยาย และการสร้างหนังเรื่องนี้ดำเนินไป สถานการณ์ทางภาคใต้ของเราก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนได้แสดงความห่วงใยต่อความละเอียดอ่อนของหนังเรื่องนี้ พูดง่ายๆ คือกลัวว่าอาจมีผู้ที่พยายามโยงเป้าหมายทางการเมืองของตนเข้ากับความรุ่งเรืองของรัฐปัตตานีในอดีต ผลก็คือบทหนังจึงถูกปรับไปด้วยโดยปริยาย ระดับของความเป็นประวัติศาสตร์ถูกลดทอนลง นอกจากนี้ก็มีการปรับบทอีกหลายครั้งโดยทีมงาน เพื่อให้เข้ากับงบประมาณและความเป็นไปได้ทางเทคนิคการสร้าง

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่ไม่ปรากฏในหนังก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วนในฉบับนวนิยายชื่อ บุหงาปารี ซึ่งจะให้รายละเอียดของประวัติศาสตร์ทั้งหมดและบุคคลจริงต่างๆ ที่ไม่สามารถบอกหมดหรือไม่มีในหนังได้ เช่น ลิ่มเคี่ยม, ลิ่มกอเหนี่ยว, ยาดามะ นากามาสะ, ฮัตโตริ ฮันโซ ฯลฯ อีกทั้งให้รายละเอียดของวิทยายุทธ์หลายสำนัก ตั้งแต่วิชากริชปาแนซาฆะห์ วิชาซามูไร นินจุทสึ และพลังวิชาดูหลำที่มีอำนาจเหนือสัตว์น้ำทั้งปวง ทว่าโดยภาพรวม ทั้ง ปืนใหญ่จอมสลัด และ บุหงาปารี ต่างก็น่าจะจัดเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ + นิยายกำลังภายใน + แฟนตาซี

หลายคนอาจเข้าใจผิดคำว่า ‘แฟนตาซี’ ในเรื่องนี้ว่ามีลักษณะแบบ The Lord of the Rings หรือพ่อมดบินได้ในชุด แฮร์รี พ็อตเตอร์ จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นจินตนาการที่มีความเป็นเรียลิสติกสูง มีลักษณะของนิยายจีนกำลังภายในมากกว่า พลังอำนาจต่างๆ ในเรื่องนี้มาจากการฝึกวิชา ถึงจะดูเหนือจริงแต่ก็ไม่ใช่อภินิหาร ไม่มีการเหาะเหินเดินอากาศหรือหายตัว สิ่งที่ดูเป็นแฟนตาซีเช่นการใช้พลังวิชาเสียงเรียกปลาหรือใช้เสียงทำร้ายศัตรูอิงบนฐานของความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์

ถามว่าพอใจกับงานที่ออกมาหรือไม่? ตอบว่าพอใจ แน่นอนนี่อาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดตามมาตรฐานของหนังรางวัล ทว่าแม้ว่านี่เป็นหนังที่ตั้งใจเน้นความบันเทิง แต่เราก็ไม่ได้ทำหนังตลาดโหล อย่างน้อยที่สุดเราก็อยากเสนออะไรบางอย่างที่แปลกหรือแตกต่างไปจากเดิม

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ปืนใหญ่จอมสลัด น่าจะเป็นอีกหลักไมล์หนึ่งของหนังบ้านเรา เหตุผลเพราะในแง่หนึ่งมันพิสูจน์ว่าเราสามารถเสนอโครงการอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะหลุดโลกเพียงไร อีกแง่หนึ่งคือ นี่เป็นก้าวแรกๆ ของการทำงานโกอินเตอร์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้งานที่ไม่ถูกจำกัดโดยเม็ดเงินเกินไป

โดยส่วนตัวผมไม่ชอบหนังฟอร์มยักษ์ที่ลงทุนมหาศาล ผมชอบหนังเล็กๆ มากกว่า แต่สำหรับโครงการนี้ โดยเนื้อหาและฉากของเรื่อง หนีไม่พ้นที่ต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ผมก็เห็นว่าผู้สร้างใช้เงินทุนทุกบาทเท่าที่จำเป็นจริงๆ หากเปรียบการทุนสร้างของหนังฮอลลีวูด เฉพาะทุนเรื่อง Pirates of the Caribbean ตอนแรกตอนเดียวก็มากกว่างบสร้าง ปืนใหญ่จอมสลัด ถึง 23 เท่า!

แน่ละ สิ่งที่ตามมาเสมอกับหนังฟอร์มใหญ่ก็คือความคาดหวังของคนดู ผมไม่อาจรับประกันใครได้ว่าจะชอบมัน แต่ผมมั่นใจว่าไม่น่าจะเสียดายค่าตั๋วร้อยกว่าบาทเพื่อดูหนังเรื่องนี้ เห็นเฉพาะขอบข่ายงานของผู้กำกับก็เหนื่อยแทนเขาแล้ว เนื่องจากเป็นหนังสเกลใหญ่ ผู้กำกับจึงต้องทำหน้าที่ผู้จัดการไปด้วย ซึ่งหนักหนาสาหัสมาก อีกประการ คงมีไม่กี่คนในโลกที่ทำหนังหนึ่งเรื่องที่กินเวลานานห้าปีอย่างนี้

โดยส่วนตัว นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายสูง ที่สำคัญคือความท้าทายแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ผมรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสร่วมในกิจกรรมนี้ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ผมก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง มันเป็นประสบการณ์ที่ดี และเชื่อว่าทีมงานทุกคนก็คงรู้สึกอย่างเดียวกัน

จาก winbookclub.com

Photobucket       Photobucket
ได้รับหนังสือ "บุหงาปารี" เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมลายเซ็นคุณวินทร์ ออกแนวดีใจเล็กๆ แต่หนังเรื่อง "ปืนใหญ่จอมสลัด" ที่ตั้งใจว่าจะไปดูตอนวันฉายวันแรกๆ ก็มีอันต้องเลื่อน เพราะติดปัญหาด้านการเงิน พอดีใกล้สิ้นเดือนบ่จี๊ คาดว่าคงไปดูอาทิตย์นี้ล่ะ คิดว่าจะไปดูก่อนค่อยอ่านหนังสือ เพราะไม่อย่างนั้น อาจจะมีการตีโพยตีพายเล็กๆ เหมือนดู Harry Potter ก็เป็นได้

KimBerrY

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ใครไปดูมาแล้วบ้าง รู้สึกยังไงกันเหรอ sad smile

#1 By KimBerrY on 2008-10-27 09:52

กลัวไม่ได้ทำต่อจัง sad smile

ปล ยังไม่ได้ไปดูเลยอ่าาา

#2 By KaTTo-+tOdA on 2008-10-27 09:53

อ่านจบแล้วล่ะค่ะ ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือให้จบก่อนไปดูหนัง อยากได้จะมุมมองที่ต่างจากชาวบ้านน่ะค่ะ

รอ บุหงาตานี ต่อเลยค่ะ หุหุ confused smile

#3 By BeeJang on 2008-10-27 10:22

ดีมาก ๆ ครับ Hot!

#4 By เจ้าชายน้อย on 2008-10-27 11:25

อยากดูๆๆๆๆ

#5 By ZiRCoNiuM on 2008-10-27 12:13

อ่า..เห็นด้วย..
ถ้าดูหนังที่ดัดแปลง(ตัดทอน)มาจากนวนิยายก่อนอ่านเรื่อง จะเศร้ามาก..

ควรอ่านให้กรี๊ดก่อนแล้วไปสปอยด์นอยด์หนังจะดีกว่า
open-mounthed smileทำใจได้มากกว่า..

#6 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-27 12:33

ตอนได้ดูหนังตัวอย่าง ก็อยากไปดูอ่ะ

แต่ยังปลีกเวลาไปไม่ได้ซะที







เฮ้อ เซ็ง แมนยูเสมอ แถมเป็ดยังชนะหอย เอามาเย้ยเราอีก
แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ กว่าจะชนะ big4 ด้วยกัน กว่าจะได้อยู่จ่าฝูงกะเค้าได้
ก็ใช้เวลาหลายปีเลย ปล่อยเค้าไปก่อน หลังคริสต์มาสยังไหวก็ว่ากันใหม่

เนอะ big smile
ชอบคุณอา วินทร์

แฟนพันธ์แท้เลย

#8 By LuCKyM4N on 2008-10-27 16:53

น่าสนใจค่ะ
บางทีการตีโจทย์จากนวนิยายออกมาเป็นภาพ
มันก็ยากเกินกว่าจะถูกใจคนดูจริงๆ ค่ะ
เพราะไอเดียในการจิตนาการของแต่คนละคนมันหลากหลาย
แต่การที่ได้ลงมือทำออกมาก็ถือว่าเยี่ยมแล้วค่ะ big smile

ปล.ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ดู ... ซะงั้น big smile

#9 By !2know ++ on 2008-10-28 11:25

จะไปดูอยู่พอดีconfused smile

#10 By MyDeawAdd on 2008-10-29 12:55

เป็นแฟนคุณวินทร์ และอาจารย์วินิตาเหมือนกันค่ะHot! Hot! Hot!

#11 By good girl gone fat on 2008-12-19 13:22

วินทร์ คือ สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดHot! Hot!

ไปดูมาแล้วจ่ะ
ตอนแรกไม่รู้ว่า วินทร์เขียน เลยงงๆหน่อย
พอรู้ว่าเป็นวินทร์ก็เข้าใจทุกอย่าง (เว่อร์ม่ะ)

บังเิอิญอ่านหนังสือของเค้าตลอด เลยเข้าใจแนวเค้าหน่ะ

อิอิ

#12 By นภธารา on 2009-01-05 12:12